13 กรกฎาคม 2555



      มิติใหม่แห่งการท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจของชาวสงขลากับสวนน้ำ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการท่องเที่ยวแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้ เปิดให้บริการอย่าง เป็นทางการในวันอาทิตย์ที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ โดยมี นายพิศาล ทองเลิศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีเปิดสวนน้ำ สวนสัตว์สงขลา
นายภิมุข สิมะโรจน์ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า สวนน้ำ สวนสัตว์สงขลา ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลภายใต้โครงการไทย เข้มแข็งให้ดำเนินการก่อสร้างสวนน้ำ บริเวณจุดชมวิวเดิม มีพื้นที่กว่า ๙ ไร่ บนภูเขาสูง ภายในสวนสัตว์สงขลา ซึ่งเป็นมติคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ ขณะนี้การดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ให้บริการนักท่องเที่ยวมาระยะหนึ่งแล้ว สวนน้ำ สวนสัตว์สงขลา ถือว่า เป็นนวัตกรรมใหม่ด้านผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวของชาวสงขลาและชาวจังหวัดโซนภาคใต้ที่ทางสวนสัตว์ของเราภาคภูมิใจนับว่า เป็นการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความหลากหลายต่อกิจกรรม เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ โดยมี วัตถุประสงค์ หลักเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการท่องเที่ยวของประชาชนทุกกลุ่ม ภายในสวนน้ำได้จัดให้มีส่วนบริการสระน้ำ สำหรับเด็กเล็ก เด็กโต และผู้ใหญ่ ในลักษณะของน้ำหมุนวนที่เลี้ยวลดไปมาตามพื้นที่ท่ามกลางธรรมชาติที่แวดล้อมด้วยทัศนียภาพโดยรอบของเมืองสงขลา สะพานติณสูลานนท์ เกาะยอ เกาะหนู และเกาะแมว มองเห็นพื้นที่ทอดยาวต่อเนื่องเป็นพื้นเดียวกับทะเลสาบจรดเขาแดง เขาเขียว อำเภอสิงหนคร สัมผัสกับความอลังการของสระน้ำขนาดใหญ่ พร้อมโลดแล่นบนสไลเดอร์รางคู่สูงกว่า ๗ เมตร เย็นฉ่ำกับน้ำพุ น้ำตก และมุมพักผ่อนหย่อนใจ พร้อมจุดให้บริการต่าง ๆ ภายในสวนน้ำ ได้แก่ จุดบริการชุดว่ายน้ำ รองเท้า ร้านจำหน่ายของที่ระลึก มุมถ่ายภาพ พร้อมอาหารและเครื่องดื่ม
นายเฉลิมวุฒิ เกษตรสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์สงขลา จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกท่านร่วมเฉลิมฉลองสวนน้ำในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ และมาใช้บริการได้ทุกวันตั้งแต่เวลา ๑๐.๓๐ - ๑๗.๐๐ น. อัตราค่าเข้าชม สวนสัตว์สงขลา ชาวไทย ผู้ใหญ่ ๗๐ บาท เด็ก ๒๐ บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ ๑๐๐ บาท เด็ก ๕๐ บาท จ่ายครั้งเดียวเที่ยวได้ทุกกิจกรรม ได้ความรู้ สนุก สุขหรรษา ใกล้บ้านคุณ


          ชุมชนบ้านนอก หมู่ 3 ตั้งอยู่ใจกลางเกาะยอ เกาะเล็กๆ ในทะเลสาบสงขลาตอนล่าง ชาวบ้านนอกทุกคนจึงเป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้านของเกาะยอ ซึ่งเกิดจากครรลองชีวิตที่ผสมผสานระหว่างชาวสวนและชาวประมงของคนใต้ดั้ง เดิมของเกาะและคนเชื้อสายจีน แม้ความเจริญรูปแบบต่างๆ จะไหลบ่าเข้ามาพร้อมกับสะพานติณสูลานนท์ แต่ชาวเกาะยอกลับรวมพลังกันอย่างเข้มแข็ง ปกป้องวิถีชีวิตที่สงบสุขแบบดั้งเดิมไว้ และปรับใช้ความเจริญที่แผ่เข้ามาให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนในแบบฉบับของชาวเกาะยอ 

          เกาะยอ เป็นเกาะที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนบกและในทะเลสาบ การเข้าไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินของผู้คนเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดชุมชนที่ขยายตัวไปรอบๆ เกาะ และได้สร้างสังคม วัฒนธรรม บนพื้นฐานความเชื่อดั้งเดิมและความเชื่อทางพุทธศาสนา จนพัฒนาเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีทางสังคมและวัฒนธรรมเฉพาะของ ชาวเกาะยอได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของบ้านเรือน วัด การทอผ้า การทำเครื่องปั้นดินเผา การเกษตรและอาหารการกิน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นความภาคภูมิใจที่ชาวเกาะยออยากให้นักท่องเที่ยวได้มารับ รู้ถึงคุณค่าแห่งวิถีชีวิตที่สงบสุขและวัฒนธรรมที่พวกเขาได้สืบสานมา 



           เงือกทอง สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2509 โดยความคิดริเริ่มของ นายชาญ กาญจนาคพันธุ์ ปลัดจังหวัดสงขลา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครสงขลา
           เงือก ความหมายโดยทั่วไปหมายถึง หญิงสาวที่มีร่างกายท่อนล่างเป็นปลา อาศัยอยู่ในน้ำ แต่จริงแล้วเป็นจินตนาการของสุนทรภู่กวีในสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาล ที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
           ประวัติ และความเป็นมาของนางเงือกนี้ มาจากนิทานปรัมปราที่เล่าว่า ในคืนหนึ่ง หนุ่มชาวประมงไปพบนางเงือกนั่งหวีผมอยู่ แต่นางเงือกตกใจจึงหนีลงน้ำ ทิ้งไว้แต่หวีทองคำและไม่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย
           การสร้างนางเงือกจึงได้สร้างตามนิยายปรัมปราดังกล่าว โดยปั้นเป็นรูปนางเงือกนั่งหวีผมที่ชายหาดและให้ชื่อว่าเงือกทอง Golden Mermaid” ตามคำแนะนำของขุนวิจิตรมาตร(สง่า กาญจนาคพันธุ์)
           นาง เงือกที่ปั้นขึ้นนี้ หล่อเป็นบรอนซ์รมดำ โดย อาจารย์จิตร บัวบุศย์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเพาะช่างเป็นผู้ออกแบบปั้นหล่อ โดยใช้งบประมาณของเทศบาล 60,000 บาท เมื่อปั้นและหล่อเสร็จแล้วได้นำมาตั้งบนโขดหินที่แหลมสมิหลา และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของแหลมสมิหลา จังหวัดสงขลามาจนทุกวันนี้


      ตำนานเกาะหนูเกาะแมว ที่มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า “มีพ่อค้าชาวจีนผู้หนึ่งคุมเรือสำเภาเดินทางมาค้าขายระหว่างจีนกับสงขลาเป็นประจำ  วันหนึ่งพ่อค้าผู้นี้ได้ซื้อหมากับแมวลงเรือไปเมืองจีนด้วย  หมากับแมวอยู่บนเรือนานๆเกิดความเบื่อหน่ายจึงปรึกษาหาวิธีการที่จะกลับบ้าน  หมากับแมวได้ทราบว่าพ่อค้ามีดวงแก้ววิเศษที่ทำให้ไม่จมน้ำ  แมวจึงคิดอุบายโดยให้หนูไปขโมยแก้ววิเศษของพ่อค้ามา และหนูขอหนีขึ้นฝั่งไปด้วย  ทั้งสามว่ายน้ำหนีลงจากเรือโดยที่หนูอมดวงแก้วเอาไว้ในปาก  ขณะนั้นหนูนึกขึ้นได้ว่าถ้าถึงฝั่ง หมากับแมวคงจะแย่งเอาดวงแก้วไปจึงคิดที่จะหนี   ฝ่ายแมวซึ่งว่ายตามหลังมาก็คิดเช่นกัน จึงว่ายน้ำรี่ไปหาหนู   หนูตกใจว่ายน้ำหนีไม่ทันระวังตัว  ดวงแก้ววิเศษที่อมไว้จึงตกลงจมหายไปในน้ำ หนูและแมวต่างก็หมดแรงจมน้ำตายกลายเป็นเกาะหนูเกาะแมวอยู่ที่อ่าวหน้าเมือง  ส่วนหมาตะเกียกตะกายว่ายน้ำไปจนถึงฝั่งและสิ้นใจตายด้วยความเหน็ดเหนื่อยกลายเป็นหินบริเวณเขาตังกวนอยู่ริมอ่าวสงขลา ดวงแก้ววิเศษที่หล่นจากปากหนูแตกละเอียดกลายเป็นหาดทรายแก้วอยู่ทางด้านเหนือของแหลมสน




แนะนำเมืองสงขลา




           จากหลักฐานทางธรณีวิทยาพบว่าบริเวณคาบสมุทรสทิงพระเป็นผืนแผ่นดินใหม่เกิดขึ้นในยุคโฮโลซีน(Holocene)เมื่องประมาณ ๕,๐๐๐ ปี มาแล้ว  เกิดจากการทับถมของซากหอย ปะการังและทราย ที่ถูกคลื่นลมพัดพามา ทำให้มีลักษณะเป็นสันทรายยาวตั้งแต่บริเวณเชิงเขาหัวแดง ในเขตอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ขึ้นไปจนถึงอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ( สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้, ๒๕๒๙ : ๓๖๖๐ )
            คาบสมุทสทิงพระหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แผ่นดินบก นั้นหมายถึง แผ่นดินที่มีสภาพคล้ายเกาะ ทิศตะวันออกจดอ่าวไทย ทิศตะวันตกจดทะเลหลวง โดยมีปากช่องจากทะเลสาบออกสู่อ่าวไทยทางทิศใต้ที่ปากน้ำสงขลา    หรือที่เรียกว่าปากอ่าวแหลมสน (เยี่ยมยง  ส.สุรกิรบรรหาร,๒๕๐๖ : ๕๐) จะมีลักษณะเป็นที่ลุ่มที่ดอนสลับกันไป   โดยมีบริเวณตัวสันทรายเป็นที่ดอน  ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งแหล่งชุมชนอาศัยอยู่ได้ ส่วนบริเวณที่ลุ่มระหว่างสันทรายใช้เป็นแหล่งปลูกข้าวและพืชพันธ์ได้ดี (ศรีศักร  วัลลิโภดม,๒๕๒๘ : ๒๙ ) ดังนั้น คาบสมุทรสทิงพระ  จึงเหมาะที่จะตั้งแหล่งชุมชนโบราณ
              คาบสมุทรสทิงพระปัจจุบันเป็นที่ตั้งของอำเภอระโนด  สทิงพระ  กระแสสินธุ์ และสิงหนคร ของจังหวัดสงขลา  ชุมชนโบราณในคาบสมุทรสทิงพระสามารถติดต่อกับชุมชนอื่นได้  โดยใช้เส้นทางน้ำเป็นเส้นทางสำคัญในการคมนาคมของชุมชน ต่อมาตัดคลองเพื่อลัดระยะทางเชื่อม ระหว่างทะเลสาบและอ่าวไทย  ใช้คลองต่างคูเมือง เพื่อสะดวกในการติดต่อค้าขาย ผู้คนในชุมชนนี้สามารถต่อเรือ และเป็นนักเดินเรือ รู้จักขุดตระพัง (หมายถึง แอ่งน้ำหรือสระน้ำ  ในภาษาถิ่นปักษ์ใต้ เรียกว่า พัง เช่น พังชี พังกก ในภาษากลางเรียกว่า ตระพัง) เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง เมื่อชุมชนเจริญขึ้นกลายเป็นชุมชนเมืองท่า รับสินค้าจากพ่อค้าต่างประเทศ เช่นจีนและอินเดีย  ชุมชนได้ปรับตัวจนกลายเป็นเมืองท่าทางทะเล และเป็นศูนย์กลางการติดต่อระหว่างชุมชนในภูมิภาคนี้ (ธราพงศ์ ศรีสุชาติ, ๒๕๒๕ : ๑๐ )
               จากการค้นพบโบราณวัตถุมากมายในคาบสมุทรสทิงพระ  กองโบราณคดี  กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการสำรวจและขุดค้นทางวิชาการหลายครั้ง การสำรวจและขุดค้นครั้งสำคัญในบริเวณชุมชนโบราณในคาบสมุทรสทิงพระได้กระทำอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ - ๒๕๒๓ ของ ธราพงศ์  ศรีสุชาติ และปฏิพัฒน์  พุ่งพงษ์แพทย์ ได้พบชุดโบราณที่สำคัญมากมายตลอดแนวคาบสมุทรสทิงพระ เป็นชุมชนยุคเริ่มแรกประวัติสาสตร์ ที่อยู่ในระยะเวลาประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๙ ซึ่งพอจะแบ่งได้เป็น ๒ ยุค คือ ชุมชนแรกเริ่มประวัติศาสตร์จนถึงร่วมสมัยกรุงสุโขทัย และชุมชนร่วมสมัยกรุงศรีอยุทธยาจนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์